เป็นสมาชิกแล้ว? Username Password สมัครสมาชิก : ลืมรหัสผ่าน?
    





 

head-story.gif

 
        
              

 

บอร์ด "เก็บตก เรื่องราวข่าวสาร และเรื่องคุ้มๆ?"

เปลี่ยนบอร์ด
 

หัวข้อ

มาดูสรรพคุณ บัวหิมะ รู้จักกันไหม

จำนวนคนอ่าน  23272  จำนวนคนตอบ  60
โหวตว่าแจ๋ว  18 
สร้างเมื่อ  09/01/07 12:41


ลงความเห็นด้วยน่ะว่าเพื่อนๆอย่ากได้ไหม


บัวหิมะ
บัวหิมะที่ร่ำลือกันเรื่องสรรพคุณรักษาแผลน้ำร้อนลวก พุพอง แมลงต่อย สัตว์กัด เอามาพอกหน้าแล้วหน้าสวย กินแล้วรักษาโรค สรุปแล้วมี 2 แบบ

แบบแรกเป็นแบบสำเร็จรูป สมควรมีไว้เหมือนยาสามัญประจำบ้าน ใช้สำหรับพอรักษาแผลพุพองทั้งหลาย ได้ยินว่าเริ่มดังหลังจากเหตุการณ์รถแก๊ซระเบิดที่ถนนเพชรบุรี แล้วคนที่ได้บาดเจ็บเค้าก็เอามาพอกๆจนแผลดีขึ้น แล้วก็เคยเห็นน้องที่รู้จักเค้าเอามาพอกมือที่โดนน้ำร้อนทั้งแก้ว ก็ไม่มีแผลเป็น มือสวยเหมือนเดิม (แบบมือเค้าสวยอยู่แล้ว อิจฉา)



กระปุกนี้ได้มาจากตอนไปเที่ยวปักกิ่ง ซึ่งไกด์จะไปชมโรงงานทุกทัวร์ตามข้อบังคับรัฐบาลจีน จะมีคนมาแสดงการใช้ให้ดู หยั่งกับเล่นกลแน่ะ คงผสมเล่นกลด้วยแหละ แต่ว่าก็ซื้อมา แล้วถึงค่อยกลับมาหาอ่านสรรพคุณ ที่เจ๊เล้งก็มีขาย ราคาพอๆกันประมาณพันต้นๆ ส่วนอีกที่คือแถววัดเล้งนายยี่ เยาวราช เคยเอามาทาหน้าตอนกลางคืนด้วย กลิ่นเหมือนเคาเตอร์เพนเลย แล้วก็เย็นๆแบบเคาเตอร์เพนนั่นแหละ ตื่นมาก็หน้าดีเหมือนทาครีมบำรุง แต่ไม่ได้ทำบ่อยเพราะใครจะบ้าเอาเคาเตอร์เพนทาหน้าก่อนนอนล่ะ ได้ยินมาอีกว่ารัฐบาลจีนออกรุ่นใหม่มาแล้วสำหรับทาหน้าได้ด้วย เป็นฝาอมเขียวหน่อย

เปืดฝาแล้วหน้าตาแบบนี้ เก็บในตู้เย็น ได้ประมาณ 3 ปี




แบบที่สองสำหรับความงามและรักษาโรคภายในตัว แบบนี้ต้องเอามาเลี้ยงด้วยนม จะนมวัว นมแพะ นมถั่วเหลืองก็ได้ แต่นิยมใช้นมจืดกันมากที่สุด

เค้าว่าบัวหิมะแบบนี้ได้มาจากทิเบต ลักษณะคล้ายๆเห็ด เชื่อกันว่าห้ามซื้อขายกัน ก็เลยต้องขอแบ่งจากคนที่เค้าเลี้ยงไว้โตแล้ว ใจดีเอามาแบ่งให้ ของเราได้มาจากคุณ Airthecorr กับน้อง BeliveInMyMind แห่งห้องโภช พันติ๊บ (ขอบคุณก๊าบบบบ) ได้มาก็ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะคุณ Airthecorr อยู่สุรินทร์ ต้องรอช่วงที่ไปถึงโทรไปขอ ส่วนน้อง BeliveInMyMind อยู่แถวรังสิต ขับไกลใช่เล่น (เพิ่งเคยเดินฟิวเจอร์ก็ครั้งนี้แหละ) ไปเอามา 2 ครั้งเพราะดันทำหายก่อนถึงบ้านเสียอีก รอบสองน้องเค้าเลยให้มาเยอะหน่อย กลัวป้าเบ๊อะบ๊ะ ตอนนี้เลี้ยงมาได้ประมาณอาทิตย์หนึ่ง เอาประสบการณ์ วิธีการ และเรื่องที่ไปอ่านเจอมาแชร์ เนื้อเรื่องที่ copy มาหาอ่านได้จากหลายเว็บ (search google) เนื้อหาเหมือนๆกัน ก็คงก๊อปกันมาเป็นทอดๆค่ะ



โดยปกติเวลาเลี้ยงก็จะใส่แก้วหรือกล่องพลาสติกไว้ เชื่อกันว่าห้ามใช้ภาชนะโลหะเด็ดขาด เพราะว่าจริงๆแล้วบัวหิมะเป็นแบคทีเรียตัวหนึ่ง สายพันธุ์ Acitobacter spp. ที่สามารถแปลงสภาพ alcohol ให้เป็น acitic acid ได้ พอเราเอามาเลี้ยงในนม จะเกิดการปนเปื้อนของยีสต์หรือแบคทีเรียประเภทอื่นลงไปด้วยซึ่งจะเปลี่ยนน้ำตาลในนมให้เป็น alcohol แล้วตัวบัวหิมะก็จะเปลี่ยน alcohol ให้เป็นกรดต่อไป นมที่ได้ก็เลยมีรสเปรี้ยวเหมือนโยเกิร์ต ที่ไม่ให้ใส่ภาชนะโลหะก็เพราะโลหะอาจจะเกิดสนิม อาจจะปนเปื้อนสารพิษพวกตะกั่วได้ง่าย แล้วถ้าโลหะมีส่วนผสมของเงิน (Silver) จะไปทำลายโครงสร้างของแบคทีเรียตัวนี้ บัวหิมะก็จะม่องเท่ง เช่นนั้นแล...

ทีนี้นอกจากใส่แก้ว ใส่กล่องพลาสติกแล้ว ก็ต้องเอาผ้าขาวบางปิด รัดหนังยาง และก็หล่อน้ำไว้ด้วย เพราะเป็นที่ชื่นชอบของแมลงและมดมาก เคยเลี้ยงแล้วชะล่าใจ เอาทิชชูปิดไว้เฉยๆ เจอแมลงลงไปวางไข่ แค่วันเดียว หนอนน้อยกระดึ๊บๆกันน่ารักไปหมด เททิ้งทั้งถ้วยเลย ตอนนี้เอาผ้าขาวบางมาทับๆกัน 6 ชั้น บัวหิมะก็ยังไม่ตาย แต่อาจขาดอากาศบริสุทธิ์เล็กน้อย...



เปิดผ้ามาก็จะเจอนมที่แช่ไว้ แช่น้อยก็ข้นๆเหมือนโยเกิร์ต แช่มากก็เหลวหน่อย ได้มาแรกๆใส่นมแค่พอท่วม แล้วค่อยๆเพิ่มปริมาณนม บางวันทิ้งไว้เกินวันก็จะกลายเป็นเนื้อโยเกิร์ตเยอะหน่อย นมนี้จะเอามากิน มาพอกหน้าก็ได้ มีรสเปรี้ยวแบบโยเกิร์ตธรรมชาติ แต่ไม่ใช่นมบูด ต่างกันยังไง (ต้องเคยกินนมบูดแบบเราถึงจะจำได้) อ้ะ ต่างกันตรงกลิ่นมั้ง ยังเป็นกลิ่นนมหอมๆอยู่ อีกอย่างคือไม่เคยท้องเสียล่ะ

คุณสมบัติของนมเปรี้ยวบัวหิมะนี้ เคยมีคนลงไว้ จริงหรือเปล่าไม่รู้นะ รู้แต่อร่อย เพราะชอบกินโยเกิร์ตอยู่แล้ว

pH = 3.7
ความเป็นกรด (% กรดแลคติก) = 1.6%
Reducing sugar (แลคโตส กลูโครส หรือ กาแลคโตส) = 1.02%
โปรตีน = 3.2%

สเต็ปถัดไปก็เอามากรองแยกนม แยกบัวหิมะ



ที่กรองก็ใช้เป็นแบบพลาสติก จะกระชอนเลี้ยงปลา หรือแบบนี้หาซื้อได้จากโลตัส



กรองนมออกหมดแล้ว ก็เอากระชอนมาล้างน้ำเบาๆ ใช้น้ำประปาก็ได้ บัวหิมะไม่ตาย เนื้อโยเกิร์ตที่เหลืออยู่ก็จะหายไปกับสายน้ำ เสร็จแล้วก็ล้างภาชนะ เอาบัวหิมะใส่กลับคืน เทนมใส่ ปิดผ้า ก็เสร็จเรียบร้อย ปกติจะเปลี่ยนนมทุก 24 ชม. บางทีลืมก็ 2 วันก็พอได้ อย่าลืมนานกว่านั้นเดี๋ยวบัวหิมะตาย วางถ้วยไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ เค้าว่าจะโตเป็น 2 เท่าทุก 18
วัน

บางตำราบอกว่า กรองเสร็จแล้วเติมนมได้เลย ไม่ต้องล้าง หรือถ้าจะล้างก็ล้างด้วยน้ำที่ไม่มีคลอรีน



นมที่ได้ก็เอามาดื่ม หย่อยๆ สรรพคุณเรื่องรักษาโรคก็มีตามนี้ จริงหรือเปล่าไม่รู้อีกเหมือนกัน แต่รู้ว่ามีคนป่วยกินหลายคน

1. สร้างความสมดุลของภูมิต้านทานในร่างกาย
2. ช่วยให้ตับ, ม้ามแข็งแรง
3. ช่วยรักษากระเพาะ และลำไส้
4. ทำให้ความดันโลหิตเป็นปกติ
5. ป้องกันการขยายตัวของมะเร็ง
6. ทำให้ร่างกายเป็นปกติ ลดความเครียด ช่วยบรรเทาความเหนื่อย
7. ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ และช่วยลดคอเรสเตอรอล
8. ช่วยละลายนิ่ว
9. สร้างสารปฏิชีวนะในร่างกาย เพื่อช่วยให้การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
10. รักษา ช่วยให้ตับ และระบบการขับถ่ายดีขึ้น
11. ประกอบด้วยสารต่าง ๆ ที่ร่างกายต้องการ

มีสูตรบอกว่าให้ดื่มนมนี้ 20 วัน เว้น 10 วัน เพื่อไม่ให้สมดุลย์ในร่างกายเสียไป ระหว่างที่เว้นยังต้องเปลี่ยนนมทุกคืนเหมือนปกติ แล้วก็ให้ดื่มตอนท้องว่าง นมจืด 1 กล่อง (250 cc) ต่อ บัวหิมะ 2 ช้อนครึ่ง (ไม่รู้ช้อนอะไร น่าจะช้อนทานข้าว) อันนี้ไม่ซีเรียส รสชาตินมจะขึ้นกับเวลาที่หมัก ทิ้งไว้นานก็เปรี้ยวมาก หรือบัวหิมะมีมากไปก็เปรี้ยวมากเหมือนกัน

ถ้าบัวหิมะตาย ปริมาณมันจะลดลง นมก็ไม่ค่อยเปลี่ยนสภาพ จะไม่ค่อยหนืด ตัวบัวหิมะจะแข็งๆ

ถ้าโตดี ก็จะฟอร์มตัวจับเป็นก้อนๆสวยงาม

ถ้าไม่อยู่บ้านซัก 2-3 วัน ก็แช่นมพอท่วม แล้วใส่ตู้เย็น ช่องธรรมดาไว้ ถ้าจะหยุดใช้ก็ล้างน้ำให้สะอาดแล้วผึ่งหมาดๆ ไม่ต้องใส่นม ใส่ช่องฟรีซไว้ บัวหิมะจะหยุดการเจริญเติบโต พอจะกลับมาเลี้ยงใหม่ ก็ล้างน้ำให้หายแข็ง ทิ้งไว้ซักพักแล้วค่อยเติมนม

ข้อมูลอื่นๆ

โยเกิร์ตบัวหิมะหรือคีเฟอร์ (kefir) เป็นผลิตภัณฑ์นมหมักชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับโยเกิร์ต แต่แตกต่างกันตรงหัวเชื้อที่ใช้ในการหมัก กล่าวคือในการหมักโยเกิร์ตนั้นจะใช้แบคทีเรียกลุ่มที่ผลิตกรดแลคติกเป็นหัวเชื้อในการหมัก เช่น Lactobacillus แต่คีเฟอร์จะใช้หัวเชื้อที่มีลักษณะพิเศษ เป็นก้อนเหนียวยืดหยุ่น มีสีครีม คล้ายดอกกะหล่ำ เรียกว่า kefir grain
ภายในจะมีจุลินทรีย์จําพวกแบคทีเรียหลากหลายชนิด ซึ่งมีกิจกรรมทางเอนไซม์ในการหมักย่อยโปรตีนและน้ำตาลในนมให้เป็นกรดหลายชนิด และยังมีเชื้อราจําพวกยีสต์ปนอยู่ด้วยซึ่งจะช่วยหมักย่อยน้ำตาลในนมให้เป็นแอลกอฮอล์ (0.08-2% เมื่อมีการหมักประมาณ 24 ชม.) และสารให้กลิ่น (acetaldehyde) ทําให้ kefir มีกลิ่นเฉพาะตัวซึ่งมีกลิ่นคล้ายการหมักที่เกิดจากยีสต์ที่ต่างจากโยเกิร์ตทั่วไป

การอยู่ร่วมกันของแบคทีเรียและยีสต์ใน kefir grain นั้นจะมีการเอื้อประโยชน์ในแง่ของสารอาหาร ซึ่งกันและกันรวมทั้งยังช่วยกันผลิตสารต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดอื่นซึ่งทําให้นมบูด ปัจจุบันในการทําคีเฟอร์ทําได้ง่ายๆ ที่บ้านได้โดยใช้นม โดยนํามาผสมกับหัวเชื้อคีเฟอร์ (kefir) แล้วบ่มไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง จะได้นมหมักคีเฟอร์ที่มีลักษณะข้นมีรสเปรี้ยวเรียกว่า curd และมักมีกลิ่นเฉพาะตัว รสเปรี้ยวดังกล่าวเกิดจากกิจกรรมทางเอนไซม์ของเชื้อ และผลิตกรดต่างๆ ออกมา เช่น กรดมะนาว (Citric acid), กรดแลคติก (Lactic acid) และกรดมะขาม (Tartaric acid) เป็นต้น

จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่าในคีเฟอร์อุดมสมบูรณ์ไปด้วยโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น - ทริปโตเฟน (Triptophan) ช่วยในการทํางานของระบบประสาท แคลเซียม และแมกนีเซียม - ฟอสฟอรัส ช่วยในการเผาผลาญสารอาหารพวกน้ำตาล, ไขมัน และโปรตีน เพื่อให้ได้พลังงานไปใช้ในการเจริญเติบโตของเซลล์ - มีวิตามิน B1, B12 และวิตามิน K ซึ่งช่วยให้การทํางานของตับ, ไต, ระบบประสาท และผิวพรรณสดชื่น การดื่มคีเฟอร์ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยมีการทดลองใช้กับผู้ป่วยเอดส์, เริม, มะเร็ง และพบว่ามีอาการดีขึ้น แต่ยังไม่เป็นผลแน่ชัด รวมทั้งยังช่วยลดอาการเครียดหรือปัญหาการนอนไม่หลับอีกด้วย

มีรายงานว่าคนที่ดื่มคีเฟอร์เข้าไปแล้วจะทําให้ระบบการขับถ่ายดี ลําไส้บีบตัวได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ทําให้มีสุขภาพดีขึ้น นอกจากการหมักคีเฟอร์เพื่อดื่มแล้ว ยังมีการทดสอบนําไปใช้ในด้านอื่นๆ อีกด้วย เช่น การนํามาใช้ในด้านเครื่องสําอางค์ ได้มีการยืนยันในผู้ที่ทดลองใช้คีเฟอร์เป็นเครื่องสําอางค์ทาบนใบหน้าแล้วพบว่า ช่วยขจัดปัญหาของสิวอักเสบ รวมทั้งช่วยกระชับรูขุมขนบนใบหน้าให้ดีขึ้น ทําให้ใบหน้าเต่งตึงดูอ่อนเยาว์ยิ่งขึ้น



คีเฟอร์ "อาหารสุขภาพมาแรง ราชภัฏปรุงสูตร-จากทิเบตสู่ไทย" ที่มา : ข่าวสด ศุกร์ที่ 21 ต.ค. 48 ผลิตภัณฑ์นมหมัก หรือคีเฟอร์ (kefir) ตามสูตรการคิดค้นของ อ.รัฐพล ศรประเสริฐ และ อ.พรผจง เลาหวิเชียร สองอาจารย์ประจำโปรแกรมวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ที่ต้องการเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้นิยมรักษาสุขภาพร่างกาย "คีเฟอร์" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์นมหมัก ที่ได้รับความนิยมมากในประเทศทิเบต และจีน ซึ่งชนพื้นเมืองของเขาจะนิยมบริโภคกันต่างน้ำ เนื่องจากเชื่อกันว่าเป็น เครื่องดื่มช่วยคืนความสดชื่นให้แก่ผู้บริโภค ตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นทำให้สนใจและคิดว่าเราสามารถทำได้จากนม
คีเฟอร์ช่วยบำบัดอาการ ที่เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหารให้ดีขึ้น ได้แก่ ลดกรดในกระเพาะ ระบบการย่อยในลำไส้ ช่วยควบคุมน้ำหนัก การเผาผลาญภายในร่างกาย ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด ภูมิแพ้ โรคปอดแข็งที่เกิดร่วมกับวัณโรค เป็นอาหารที่เหมาะกับทารกหรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการย่อย รักษาแผลในกระเพาะและลำไส้เล็กส่วนต้น ยับยั้งเนื้องอกและมะเร็ง เพราะจากการทดสอบพบว่า สามารถยับยั้งเนื้องอกและมะเร็งปอดของหนู ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว ช่วยลดอาการแพ้ยาหรือเซรุ่ม และยับยั้งการแพร่กระจายของโรค ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย

จากการทดลองพบว่าสารยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ผลิตจากเชื้อสกุล Lactococcal ที่แยกได้จากคีเฟอร์ จะไปยับยั้งการเจริญของเชื้อสกุล Lactococcal ดีที่สุด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลงเมื่อรับประทานคีเฟอร์ในปริมาณ 500 มิลลิลิตรต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน โดยแบคทีเรียในคีเฟอร์จะเป็น ตัวเพิ่มสายโมเลกุล ของกรดไขมันแบบสายโมเลกุลสั้น ซึ่งกรดไขมันสายโมเลกุลสั้นนั้น จะเป็นตัวไปลดระดับ คอเลสเตอรอลในเลือด หรือยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอล ในตับ และสามารถนำคอเลสเตอรอลจากน้ำเลือด ไปเก็บไว้ในตับได้

อีกอย่างหนึ่ง คือ การที่กรดน้ำดี ปริมาณลดลง ถูกขับเข้าสู่ลำไส้ใหญ่และขับออกจากร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดการกระตุ้นการสร้างกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น กรดน้ำดีจะเป็นตัว ขับคอเลสเตอรอลออกจาก กระแสเลือด เพราะเป็นตัวย่อยไขมันทำให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลง ฯลฯ นอกจากนั้นในด้านโภชนาการ คีเฟอร์มีโปรตีนมากกว่า 3.5% และอุดมไปด้วยวิตามิน B 12, B 13 วิตามินเอ, B 1 วิตามินซี และวิตามินเอช เป็นอาหารสำหรับทารก ใช้เลี้ยงทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีผลต่อกรดไขมันในเลือด ทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง ช่วยเสริมสร้างการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ของทารกที่คลอดก่อนกำหนด โรคตับอ่อนในเด็ก โรคปอดบวม โรคหลอดลมอักเสบในเด็กอายุมากกว่า 2 ขวบ ช่วยปรับสมดุลความเป็นกรด-ด่าง และลดไข้ และยังเป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก และป้องกันโรคกระดูกที่ขาดธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียมอีกด้วย

โปรแกรมวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ได้ทำการทดลองผลิตคีเฟอร์ตามหลักการดั้งเดิม ซึ่งหากพัฒนาจนสามารถใช้การได้ดี จะนำไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อขาย นอกจากนั้นจะพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์ของนักศึกษาในรูปแบบ 1 ผลิตภัณฑ์ 1 มหาวิทยาลัยอีกด้วย



ภายใน kefir จะมีจุลินทรีย์จําพวกแบคทีเรียหลากหลายชนิด ซึ่งมีกิจกรรมทางเอนไซม์ในการหมักย่อยโปรตีนและน้ำตาลในนมให้เป็นกรดหลายชนิด และยังมีเชื้อราจําพวกยีสต์ปนอยู่ด้วยซึ่งจะช่วยหมักย่อยน้ำตาลในนมให้เป็นแอลกอฮอล์ (0.08-2% เมื่อมีการหมักประมาณ 24 ชม.) และสารให้กลิ่น (acetaldehyde) ทําให้ kefir มีกลิ่นเฉพาะตัวซึ่งมีกลิ่นคล้ายการหมักที่เกิดจากยีสต์ที่ต่างจากโยเกิร์ตทั่วไป
การอยู่ร่วมกันของแบคทีเรียและยีสต์ใน kefir grain นั้นจะมีการเอื้อประโยชน์ในแง่ของสารอาหาร ซึ่งกันและกันรวมทั้งยังช่วยกันผลิตสารต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดอื่นซึ่งทําให้นมบูด ปัจจุบันในการทําคีเฟอร์ทําได้ง่ายๆ ที่บ้านได้โดยใช้นม โดยนํามาผสมกับหัวเชื้อคีเฟอร์ (kefir) แล้วบ่มไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง จะได้นมหมักคีเฟอร์ที่มีลักษณะข้นมีรสเปรี้ยวเรียกว่า curd และมักมีกลิ่นเฉพาะตัว รสเปรี้ยวดังกล่าวเกิดจากกิจกรรมทางเอนไซม์ของเชื้อ และผลิตกรดต่างๆ ออกมา เช่น กรดมะนาว (Citric acid), กรดแลคติก (Lactic acid) และกรดมะขาม (Tartaric acid) เป็นต้น













ชายเบลล์
Offline โดย ชายเบลล์
นักโพสกระทู้ประจำบอร์ด

แสดงผลโพสที่ 1 ถึง 25 จากทั้งหมด 60 โพส - ไปยังหน้า 1 , 2 , 3 »


รูปบัวหิมะคราบ



บัว หิมะ



รูปบัวหิมะ



ถ้าใคร มี ก็ขอให้แบ่งบันเพื่อนๆ กันบ้างน่ะคราบ
จะได้มีบุญกุศลไว้ในชาติต่อไป


แต่ ขออย่าง ห้ามขายบัวเด็ดขาดน่ะคราบ

ก็ให้เฉพาะ คนที่เป็นโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคร้ายแรงอื่นๆ น่ะ
สำหรับคนที่อยากสวยก็ต้องรอก่อนน่ะคราบ





ยาวจังค่ะ แต่ได้ความรู้ค่ะ ชอบ ชอบ



เข้าก็ว่าดีน่ะค่ะ



เราก็มีแบบแรกอ่ะค่ะ
ตอนนั้นไปจีนมาอ่ะ
แล้วเขาก็มีคนมาแสดงให้ดูแบบที่ท่านบอกอ่ะค่ะ
แม่เราก็เลยซื้อมา
แต่ก็ใช้ได้ดีจริงๆนั้นแหละค่ะ
แต่เราไม่ได้เอาไปทาหน้าหรอกนะ
อืม..อยู่ได้3ปีเลยเหรอ






ได้ยินเขาว่าดี เป้นประโยชน์ดีคะ เพิ่งรู้รายละเอียดก็วันนี้



อยากรุ้ว่าที่เยวราชอ่ะ มานขายตรงไหนหรอค่ะ ครีมเนี่ย



เราซื้อแบบทาตัวกระปุกเล็กฝาเขียวที่แม่สาย กระปุกละ 650 บาท
ขอบอกว่าใช้ดีจริง ๆ ค่ะ
แผลโดนลวก ทาบัวหิมะเข้าไป ช่วยสมานผิวดีจริง ๆ อะ



ใครมีขอแบ่งบ้างน่ะค่ะ    ต้องการที่จะศึกษา   ขอความกรุณาด้วยน่ะ   นี้เมลล์อ้อเองค่ะlonly-alon@hotmail.com  รออยู่น่ะค่ะ   ขอบคุณล่วงน้าค่ะ



ใครก็ได้ตอบที เรามีแต่ทำไมมันเป็นแผ่นเล็ก เหมือนเยื่อล่ะหรือว่ามันเจริญเติบโตดีมากแต่ลักษณะมันก็เหมือนรูปนะ



มันกินได้ด้วยหรอนี่ พิงรู้ อ่ะว่ากินได้



ไร้สาระที่สุด เมืองนอกเขาขายกันโครมๆ ทำไมถึงห้ามขายบอกมาซักนิดซิ ไม่ใช่มาสั่งอย่างเดียว เพราะงมงายแบบนี้ คนไทยถึงไม่ค่อยเจริญ



ได้ยินมานานแล้ว แต่เราเพิ่งเคยเห็นนะเนี๊ย



เราอยากได้บ้างอ่ะเราอยากลองเลี้ยงดู
ใครมีแบ่งเราบ้างนะ
เราอยากได้
เราไม่เคยเห็นเลย
อยากได้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆจิงๆๆ



ใครมีบอกเรานะ
i.will.suvive@hotmail.com



  1. ใคร อยาก ได้ โทรมา ครับ
    0831629642
    กันตเมศฐ์ วริศวรากุลศิริ
    จ.พิษณุโลก
    ( ต้องมา เอา เองนะครับ )



ข้อความที่ 15    ตอบเมื่อ 09/05/08 02:16  

ไร้สาระที่สุด เมืองนอกเขาขายกันโครมๆ ทำไมถึงห้ามขายบอกมาซักนิดซิ ไม่ใช่มาสั่งอย่างเดียว เพราะงมงายแบบนี้ คนไทยถึงไม่ค่อยเจริญ  
โดย งี่เง่าน่า (125.24.77.37)
ผู้มาเยือน  
-------------------------------------------------------------------------------------

ที่ว่าห้ามขาย....มันเป็นความเชื่ออ่ะนะ....หรือขายก็ได้มันก็เรื่องของคุณ แต่ถ้าแบ่งให้โดยไม่คิดเงิน ก็เป็นบุญกุศลอย่างแรง...ทำให้บัวหิมะใช้ได้ผลยิ่งขึ้น ประมาณนั้น....  

แล้วคนที่เจริญแล้วเค้าเป็นแบบคุณงั้นสิ....

แต่ข้อมูลข้างต้นได้ความรู้จริง ๆ ค่ะ......





ตอนนี้เราใช้อยู่อ่านะ...

มันก็อร่อยดีเหมือนโยเกิร์ตรสธรรมชาติอ่ะ...

เอามาทาหน้าก็รู้สึกดี...

ถ้ามีสิวจะรู้สึกคันนิดๆ...

สรุปก็คือมันก็ดีอ่าน้า...



คิดว่าไปเก็บบัว ตอนหิมะตก เค้าถึงเรียกกันว่าบัวหิมะ

เข้าใจละ

ประโยชน์ดีๆอย่างนี้นี่เอง



อยากได้มั่งค่ะจาให้พ่อกิน พ่อเปนเบาหวานค่ะ ใครมีติดต่อมาทีนะplubjunk@hotmail.com



ถ้าเกิดกินบัวหิมะเข้าไป(ที่เป็นตัวอ่ะค่ะ) ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไรมั้ยค่ะ ใครรู้ช่วยตอบที


กำลังอ่าน กระทู้นี้: บุคคลทั่วไป 1 คน
แสดงผลโพสที่ 1 ถึง 25 จากทั้งหมด 60 โพส - ไปยังหน้า , 1 , 2 , 3 »



จำนวนคำเรียก = 14 คำเรียก   เวลาที่ใช้ในการสร้างหน้า = 0.1742 วินาที    แคชใช้/สร้าง = 3/1    เวลาที่สร้างเสร็จ 2014-11-26 14:23:36


ใครอยากได้บัวหิมะไปเลี้ยง ถ้าอยู่โคราชหรือใกล้เคียง  ติดต่อ ยุทธนา 0892803032 , 0840377702
ไม่ส่งไปรษณิย์ครับ  กลัวเขาตายก่อน  ให้เอานมกล่องมาแลก 6 - 12 กล่องเพื่อเอาไว้เลี้ยงเขาเผยแพร่ต่อไป  ถ้าไม่สะดวกหิ้วนมมาก็   80  บาท เป็นค่ากล่องค่าอาหารของเขา  ถ้าเงินเหลือ  จะนำไปช่วยสร้างบุญ ที่พุทธสถานธรรม ครับผม